6 สิงหาคม 2559 รองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร (สภ.) หลักห้า อำเภอดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี รับแจ้งจากชาวบ้าน พบทารกอายุประมาณ 3 วันถูกทิ้งไว้ที่โคนเสาไฟฟ้าใกล้บ้าน เด็กดิ้น ร้อง บริเวณใบหน้าแดง เพราะถูกแดดเผา เจ้าหน้าที่รีบนำส่งโรงพยาบาล และจะตรวจสอบย้อนหลัง 3  5 วัน เพื่อติดตามคนที่นำเด็กมาทิ้งไว้ 

นอกจากข่าวเด็กถูกทิ้งที่เห็นกันบ่อยครั้งแล้ว รอบนี้มีข่าวเตือนจากเครือข่ายแพทย์พยาบาลที่ให้การปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อม ว่าพบผู้หญิงหลายรายจ่ายเงินซื้อยาทางเว็บไซต์เพื่อทำแท้งแต่ถูกหลอกไม่ได้รับยา ลุงหมอขอให้เลือกปรึกษาสายด่วนปรึกษาเรื่องเอดส์และท้องไม่พร้อม โทร.1663 ก่อนเป็นลำดับแรกนะครับ

บทความรอบนี้ลุงหมอมีกรณีอยากเล่าให้อ่านกันสัก 3 – 4 กรณีครับ

กรณีที่ 1 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม มีคุณแม่และลูกสาวเข้ามาพบลุงหมอ เวลา 18.00 น.ทั้งคู่ตาแดงๆ แสดงว่าร้องไห้มา คุณแม่เล่าว่าเพิ่งสังเกตว่าลูกสาววัย 17 ปี ซึ่งกำลังเรียนหนังสือ ท้องโตผิดปกติ จึงคาดคั้นลูกสาว เธอยอมรับว่าท้อง คุณแม่จึงรีบพามาพบแพทย์ เพราะเพื่อนบ้านแนะนำมา ผลการอัลตร้าซาวด์พบว่าตั้งครรภ์ได้ 22 สัปดาห์ คุณแม่ถามว่าตัวอ่อนในครรภ์สมบูรณ์ไหม ขณะเดียวกันก็พูดกับลูกว่าคงไม่พร้อมที่จะเลี้ยงนะ ลูกสาวเห็นด้วยกับคุณแม่ จึงประสานส่งต่อยุติตั้งครรภ์ได้สำเร็จ แม้ว่ามาเกือบจะสายเกินไป

กรณีเช่นนี้ ลุงหมออยากจะให้วัยรุ่นรีบตรวจปัสสาวะว่าท้องหรือไม่ เมื่อเริ่มขาดประจำเดือนได้ 1 สัปดาห์ ขอย้ำให้ใส่ใจว่าเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญต่อตัวผู้หญิง ขอให้หลานวัยรุ่นดูตัวอย่างกรณีข้างต้นว่า ถึงอย่างไร แม่ก็เป็นที่พึ่งของลูกสาวได้ โดยพร้อมที่จะก้าวผ่านจุดนี้ไปด้วยกันกับลูก เป็นพลังแห่งความรัก และการให้อภัยของครอบครัว ลุงหมอจึงไม่อยากให้วัยรุ่นกลัวแม่ กลัวผู้ปกครอง จนไม่กล้าบอก แล้วปล่อยไปจนท้องโต ขอให้นึกถึงอนาคตเป็นสำคัญนะครับ

กรณีที่ 2 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ลุงหมอได้รับการปรึกษาจากพยาบาลคลินิกวัยรุ่นของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งว่าได้ประสานกับสายด่วนปรึกษาเรื่องเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 ให้ช่วยเหลือวัยรุ่นอายุ 16 ปี ท้อง 15 สัปดาห์ 1 วัน โดยต้องการยุติการตั้งครรภ์ แต่มีปัญหาความยากจน ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางออกนอกจังหวัด

ลุงหมออยากให้วัยรุ่นศึกษาไว้ทั้ง 2 ตัวอย่างว่าหากจะมีเพศสัมพันธ์ควรต้องคุมกำเนิดจริงจังนะครับ พลาดแล้วจะลำบาก

กรณีที่ 3 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ลุงหมอพบกับผู้หญิงอายุ 38 ปี มีลูกแล้ว 2 คน เมื่อ 2 ปีก่อนเธอตั้งท้องที่ 3 แต่เป็นท้องนอกมดลูก จึงได้รับการผ่าตัด แต่ไม่ได้ทำหมัน และกินยาเม็ดคุมกำเนิดมาตลอด โดย ประจำเดือนครั้งสุดท้ายมาวันที่ 14 มิถุนายน 2559 ก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ได้ซื้อยามากิน เพราะแฟนและตัวเธอคิดว่าอายุมากแล้วคงไม่ท้อง และคิดว่ากินยามานานน่าจะทำให้มดลูกแห้ง

เดือนกรกฎาคม เธอซื้อยาสตรีเพ็ญภาคมากิน 3 ขวด เพื่อให้ประจำเดือนมา แต่ไม่ได้ผลและไม่ได้ตรวจการตั้งครรภ์ ทั้งที่ควรตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์ ในวันที่ 21 กรกฎาคม ให้รู้แน่ชัด คือนับจากวันที่ประจำเดือนขาด 1 สัปดาห์ หรือไม่มาในวันที่ 14 กรกฎาคม

ต่อมา วันที่ 14 สิงหาคม มาตรวจกับลุงหมอพบว่าตั้งครรภ์ 8 สัปดาห์ 4 วัน เธอไม่พร้อมที่จะท้องต่อ

ความจริงที่ลุงหมออยากบอกก็คือ ผู้หญิงมีโอกาสท้องได้ทุกคน ถ้ายังไม่ถึงวัยหมดประจำเดือน

กรณีที่ 4 “มาศ” นามสมมติ เรียนจบนิติศาสตร์ ตอนนี้อายุ 31 ปี มีแฟนคบกันได้นาน 7 – 8 ปี โดยเธอเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว และส่งน้องสาวเรียนปริญญาตรี มาศมีพี่สาวป่วยทางจิต แม่เจ็บป่วย เป็นลมบ่อย แต่ขณะนี้เธอตกงาน ไม่มีรายได้จุนเจือครอบครัว และเลิกกับแฟน เพราะความห่างเหินกัน เนื่องจากแฟนของเธอไปทำงานที่ต่างจังหวัด ส่วนเธอก็มัวเครียดกับงาน ต้องหาเงินดูแลครอบครัว

มาศเคยคุมกำเนิดแบบกินยาเม็ด บางทีแฟนก็ใส่ถุงยาง ไม่ก็หลั่งภายนอก แต่เดือนสุดท้ายที่ยังคบกันนั้นเธอไม่ได้กินยาคุม พอหลังจากเลิกกับแฟนก็ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใคร ส่วนประจำเดือนนั้น มาศไม่ค่อยสนใจจำว่าจะเป็นวันที่เท่าไหร่ เพราะปกติ ประจำเดือนก็มาบ้าง ขาดบ้าง หรือมาช้า แต่ก็ไม่เคยท้อง ตั้งแต่ 7 ปีที่คบกับแฟนคนนี้

พอประจำเดือนขาด เธอก็บอกกับตัวเองว่า “ไม่มีแฟน ไม่มีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่น่าจะท้อง” ซึ่งเธอเริ่มสังเกตตัวเองเรื่องกินเยอะขึ้น อ้วนขึ้น มีหน้าท้อง น้ำหนักเพิ่มขึ้นจาก 43 กิโลกรัมเป็น 46 กิโลกรัม จนเพื่อนทักว่ากินเยอะแบบนี้ พอไม่มีแฟนแล้วท้องเหรอ
นอกจากนี้เธอยังรู้สึกว่าเวลานอนคว่ำแล้ว หายใจอึดอัด หายใจไม่ออก แต่ยังรอประจำเดือนมาในเดือนกรกฎาคม แต่ก็ไม่มา

วันที่ 1 สิงหาคม เธอไปตรวจปัสสาวะ ผลปรากฏว่า “ท้อง”

“หนูไม่เชื่อ” มาศเล่า

เธอซื้อที่ตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเป็นครั้งที่ 2 ก็ขึ้นว่าท้องอีก สิ่งที่เธอคิดคือ ถ้าท้องต่อ ก็ยากที่จะไปรอด เพราะถ้ามีลูกก็จะทำงานได้ยากขึ้น ยิ่งจะหาเงินได้น้อยกว่าเดิม และไม่มีแฟนช่วยหา ภาระที่เพิ่มขึ้นก็ต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น ปัญหาครอบครัวจะยิ่งมากขึ้น

“มันน่าจะมากกว่าที่หนูต้องทำแท้ง ซึ่งการแก้ปัญหามันค่อนข้างยุ่งยากมาก ถ้าเราปล่อยให้ลูกเกิด”

กรณีนี้ มาศมาพบแพทย์วันที่ 5 สิงหาคม แล้วตรวจพบว่าท้องได้ 18 สัปดาห์ 2 วัน เธอได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย และสามารถดูแลครอบครัวของเธอต่อไปได้

ข้อคิดที่เธอบอกไว้กับลุงหมอคือ

“ถ้าก้าวเท้าขวาผิด คิดว่าเอาเท้าขวากลับมาดีกว่าเดินหน้าต่อ แล้วผิดตั้งแต่แรก ชึ่งจะผิดไปเรื่อยๆ คือเราน่าจะตัดไฟตั้งแต่ต้น แก้ปัญหาให้ตรงจุดไปเลยดีกว่า” พวกเราเห็นว่ายังไงกันครับ? น่าสนใจไหม?

ด้วยรักและห่วงใย นพ.เรืองกิตติ์ ศิริกาญจนกูล ผู้ประสานงานเครือข่ายอาสา RSA

ร่วมติดดาวให้เนื้อหาที่ท่านชื่นชอบ

คลิกที่ดาวเพื่อติดดาวให้เนื้อหานี้

จำนวนดาวเฉลี่ย 0 / 5. จากการติดดาวทั้งหมด 0

ยังไม่มีการติดดาวให้กับเนื้อหานี้... เป็นคนแรกติดดาวให้เนื้อหานี้

โฆษณา

ทิ้งคำตอบไว้

ร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน กับ RSATHAI

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่