Friends holding up copyspace placard thought bubbles

สองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงเวลาของการตามหาชีพจรของตัวเอง ไหนจะไปกรุงเทพ พัทยา ไปๆ มาๆ หาดใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าต้องไปเป็นวิทยากรในประเด็นที่คาบเกี่ยวกับศีลธรรมอย่างแรง เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า สัปดาห์ที่แล้ว ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยได้จัดงานประชุมวิชาการประจำปีขึ้นที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ จอมเทียน ในวันที่ 13-15 ตุลาคม และในวันที่ 12 นั้น ได้มี precongress workshop ก่อนหนึ่งวัน ซึ่งก็มีหลายเรื่องหลายห้องมากจนผมเองก็ยังจำได้ไม่หมดเลย แต่ที่จำได้แน่ๆ ก็คือห้องที่ผมต้องไปเป็นวิทยากร หนึ่งนั้นก็คือเรื่องฉี่เล็ด กลุ่มอาการกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ซึ่งเจ้าภาพก็คือ ชมรมนรีเวชทางเดินปัสสาวะ และอีกเรื่องหนึ่งนั้นก็คือเรื่องแท้งนี่แหละ

มาว่ากันด้วยเรื่องแท้งนั้น ทางเจ้าภาพก็คือมูลนิธิเพื่อความเข้าใจในสตรี นำโดยท่านอาจารย์กำแหงที่เคารพ และคุณนงลักษณ์เจ้าเก่า งานนี้ผมถูกเลือกให้ไปเป็นวิทยากรเพื่อพูดถึงเรื่องทัศนคติของการทำแท้งในประเด็นของความเปลี่ยนแปลงแนวคิดตัวเอง เจ้าภาพระบุมาเลยว่า ให้พูดแบบเดียวกับที่เคยพูดในที่ประชุม HA National Forum (http://gotoknow.org/blog/thanapan/171206) ครั้งที่จัดที่เมืองทองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ และมีบางคนยังติดใจอยากฟังซ้ำ วันนั้นเลยยุ่งเป็นระวิงเล็กน้อย เพราะเมื่อพูดเรื่องแท้งเสร็จก็ต้องวิ่งไปพูดอีกห้องหนึ่งเรื่อง “เยี่ยวเล็ด” มันช่างเข้ากันได้ดีเหลือเกิน

มาถึงวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งทางมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง หรือ สคส. ได้จัดการประชุมร่วมกับ PATH และเขาอยากให้ผมได้ไปเล่าเรื่องราวหรือประสบการณ์ของผมที่ต้องมาดูแลคนที่ท้องเมื่อไม่พร้อม ซึ่งผมก็ได้เตรียมสไลด์ชุดเดิม แต่เพิ่มเติมเรื่องราวไปอีกส่วนหนึ่งทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการปูทางด้วยการเล่าเรื่องชีวิตและการเปลี่ยนแปลงเจตคติของผมผ่านเรื่องราวของคนไข้ 2 คน

ผมไปค้างคืนที่คอนโดฯ ของน้องสาวก่อนหนึ่งคืน เพราะว่ากำหนดการบรรยายคือ10 โมงเช้า หากผมเดินทางเช้าวันจันทร์ก็เกรงว่าจะฉุกละหุก ซึ่งการเดินทางก็สวนทางกับน้องสาว เพราะว่าช่วงนี้เธอไปอยู่ที่บ้านผมแทน ฮ่า ฮ่า

ปัญหาต่อมาก็คือ ผมจะไปถึงห้องประชุมของ PATH ได้อย่างไร เรื่องนี้ก็แก้ไขได้ด้วยการที่เจ้าภาพเขาส่งแผนที่ไปให้ดู โดยบอกว่ามันตั้งอยู่ที่ถนนเพชรบุรีซอย 15 เยื้องกับพันทิพย์พลาซ่านั่นเอง

ไอ้ผมตื่นขึ้นมา แหกขี้ตามาแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ซดกาแฟซวกๆๆ แล้วก็ออกเดินทาง “ไปพันทิพย์ครับ” ผมบอกแท็กซี่ออกไป “จะไปทางไหนดีพี่” เขาถาม “ไปทางไหนก็ได้ที่เร็ว และไม่มีรถติด” ผมบอก “ไม่รู้สิครับ วันนี้น่าจะติด เพราะว่าพันธมิตรเขาไป Central World ส่วน นปก.จะไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มันน่าจะติดอย่างมากนะครับพี่” “เหรอ งั้นก็ส่งผมที่ปากซอย ไปรถไฟฟ้าดีกว่า” ว่าแล้วผมก็ลงไปยังรถไฟฟ้าห้วยขวาง ไปโผล่อีกทีที่สถานีจตุจักร เดินไปขึ้น BTS หมอชิต ไปลงที่ราชเทวี แล้วก็เดินไปอีกราว 530 กว่าๆเมตรก็หาตึกของ PATH เจอ ด้วยความภูมิใจอย่างแรงที่ไม่หลงทาง

รู้สึกดีใจที่ในกำหนดการจะได้พบกับหมอวัชระ หรือพี่ตั๋น รุ่นพี่ที่จบมาจากม.อ.ด้วยกัน เขามาทำงานกับ PATH และจะเป็นวิทยากรต่อจากผม แต่ฝันก็สลายที่เธอต้องไปประชุมด่วนที่ไหนก็ไม่รู้ การบรรยายของผมจึงขอกินเวลาของพี่ตั๋นไปอีกราว 20นาที ฮ่า ฮ่า ผู้ที่ฟังบรรยายส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่งานสังคมสงเคราะห์จากโรงพยาบาลต่างๆ ในเขตใกล้เคียง ทั้งโรงพยาบาลตำรวจ วชิระพยาบาล สมุทรปราการและธรรมศาสตร์ จริงๆ แล้วมีอีกหลายแห่ง แต่ผมก็ไม่สามารถจดจำได้ทั้งหมด

ประเด็นหลักๆ ที่ผมพูดก็คือ การมีมุมมองต่อตัวเองในการเป็นผู้ที่ต้องมีความข้องเกี่ยวกับเรื่องยุติการตั้งครรภ์ มุมมองต่อตัวผู้มาขอรับบริการ ต่อระบบ ต่อหน่วยงาน ผมตั้งคำถามเสมอว่า “นี่เรากำลังทำบาปไหม” ผมก็จะถามใจตัวเองและประเมินทุกครั้งว่ารู้สึกอย่างไร ถ้ารู้สึกว่าทำไปแล้วเหมือนได้ช่วยคน นั่นก็จะทำให้ผมไม่รู้สึกแย่จนเกินไป ผมกำลังจะบอกว่า มุมมองของตัวเราเองนั้น เป็นผู้กำหนดว่า เราทำอะไรลงไป ดีหรือชั่ว เชื่อไหมว่า บางครั้งที่ผมบี้มดตัวหนึ่ง ผมกลับรู้สึกย่ำแย่มากกว่าเสียอีก แบบนี้แหละที่เรียกว่าบาป

หมอทุกคนมีโอกาสมากเหลือเกินในการที่จะทำการใดๆ อันขัดต่อศีลธรรมที่ดีงาม แต่ถ้าการกระทำนั้นก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ได้มุ่งเน้นที่ประโยชน์ส่วนตัว ผมคิดว่า สังคมคงไม่ว่า ว่าผมทำเลวหรอกใช่ไหมครับ

ผมเน้นเสมอนะครับ ว่าผมเองก็ไม่เคยชอบการทำแท้ง และที่ทำทุกวันนี้ก็มีคนอื่นทำให้ ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์หรือเครือข่าย ผมเป็นคุณครู หน้าที่ของผมคือการสอน สอนให้คนอื่นทำงานเป็น ทราบดังนี้แล้ว ก็ไม่ต้องพยายามส่งใครก็ตามมาให้ผมทำแท้งนะครับ ฮ่า ฮ่า (จะบอกว่า คนไข้บางคนเดินทางมาจากแดนไกล เพราะมีหมอบอกว่า หมอธนพันธ์ทำให้ ผมจะบอกว่า แบบนี้มัน…ชัดๆ ครับ)

เราเลิกประชุมกันตอนบ่ายโมง หลังจากทานข้าวเสร็จผมก็ขอตัวลา เพราะจะไปเช็คอินที่สถานีลาดพร้าว กะว่าจะไปเดินเล่นที่เซ็นทรัลลาดพร้าวด้วยสักพัก แต่เมื่อได้บัตรที่นั่งมาแล้ว ไปแลกกาแฟอร่อยๆมานั่งซดอย่างละเมียดละไมไทยแลนด์ ตูดมันก็ยกไม่ขึ้น นั่งหลับอย่างสบายในการบินไทยนั่นเอง ฮ่า ฮ่า กาแฟอะไรวะ กินแล้วง่วงจริงๆ

ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/218034 โดย ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ

ร่วมติดดาวให้เนื้อหาที่ท่านชื่นชอบ

คลิกที่ดาวเพื่อติดดาวให้เนื้อหานี้

จำนวนดาวเฉลี่ย 0 / 5. จากการติดดาวทั้งหมด 0

ยังไม่มีการติดดาวให้กับเนื้อหานี้... เป็นคนแรกติดดาวให้เนื้อหานี้

โฆษณา

ทิ้งคำตอบไว้

ร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน กับ RSATHAI

Please enter your comment!
Please enter your name here