วันนี้ไปเยี่ยมคนไข้ที่ถูกผ่าท้องคลอดและตัดมดลูกไปเมื่อวันก่อนมา ลูกสาวเธอน่ารักน่าเอ็นดู เจ้าเปี๊ยกตัวนั้นมันกำลังถูกจับอาบน้ำในอ่างอาบน้ำเด็กของหอผู้ป่วย พี่พยาบาลกำลังสอนพ่อแม่ในการอาบน้ำเด็กอ่อน สอนไปวักน้ำไป ล้างหัว ล้างหน้า ล้างจิ๋มเด็ก

เสียงมันร้องไห้ดังลั่น โบราณว่าไว้ ปอดเด็กจะขยาย เด็กจะแข็งแรง ผมนึกในใจ…

ทำไมเราไม่อาบน้ำเด็กอ่อนพร้อมแม่วะ ทำไมไม่ใช้อ่างอาบน้ำของผู้ใหญ่ ให้แม่แก้ผ้าลงไปอาบกับลูกเลย อาบกันไป กอดคลอเคลียกันไป อยากจะรู้นัก ว่ามันจะแหกปากร้องอย่างที่เห็นในวอร์ดแบบเมื่อกี๊ไหม ดีไม่ดี มันอาจจะรู้สึกดีเหมือนได้อยู่ในมดลูกอยู่ก็ได้

น่าสนใจ…ผมเดินออกมาด้วยจิตใจแช่มชื่น เพราะจู่ๆ ก็นึกถึงลูกสาว ที่เมื่อครั้งมันยังตัวเล็กเป็นทารกแบบนี้อยู่นั้น ผมก็อาบน้ำให้ลูกทุกวัน

ช่วงเช้า แม่เธอจะเป็นคนจัดการ ช่วงเที่ยง เป็นหน้าที่ผม ผมจะรีบออกมาจากโรงพยาบาลแล้วจับมันแก้ผ้าเพื่ออาบน้ำ ดุ๊กดิ๊ก ดุ๊กดิ๊ก ในท่ากบ ท่านอนคว่ำที่เธอโปรดปราน จากนั้นเช็ดตัว ทาแป้ง ใส่เสื้อ ป้อนนม ดูจนมันหลับแล้วเดินกลับไปโรงพยาบาลเพื่อทำงานต่อ ในช่วงเย็นก็มักจะเป็นหน้าที่ของผมอีกนั่นแหละ ผมชอบมากเลยนะจะบอกให้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง แป้งอายุราว ๓ เดือน ตัวกำลังกลมป๊อก เราพ่อลูกกำลังเล่นฟองสบู่ในกาละมังของเธอ และแน่นอน “ท่ากบ” คอลูกแข็งแรงแล้ว เธอเพิ่งพลิกคว่ำได้เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง (แป้งคว่ำได้เมื่ออายุ ๓ เดือนกับ ๓ วัน ห๊ะ..ผมจำได้) “จ๋อม” ฟองสบู่คงมากไป ลูกลื่นหลุดจากแขน จมลงไปในกาละมัง 

เธอร้องไห้เพราะคงแสบจมูกและตกใจ ผมเรียกยายฮั้ว คนที่เราขอให้แกมาช่วยดูแลลูกของเราตั้งแต่อายุราวเดือนเศษ แกมาช่วยรับช่วงอาบน้ำให้แป้งต่อจนเสร็จ ส่วนพ่อมันก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก อันที่จริงก็ทำถูกอยู่นะ คือทำลูกจมน้ำไง บ้าเอ๊ย …แต่ไม่เป็นไร รุ่งขึ้น ผมก็ยังคงทำหน้าที่นั้นต่อไปด้วยความสนุก และแป้งก็ได้จมน้ำแบบนั้นอีกครั้งในอีกเดือนหนึ่งถัดมา (ขำ)

เราอาบน้ำกันจนเริ่มโต จากที่ต้องอาบให้แป้ง ก็อาบให้จ้า และอาบด้วยกัน เล่นสบู่กันอย่างสนุกสนาน 

มีหมอที่สิงคโปร์คนหนึ่งได้ถามผมเกี่ยวกับเรื่องอาบน้ำด้วยกันนี้กับลูกสาวในงานประชุมเรื่อง sex เมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เค้าถามถึงความเหมาะสม ผมก็ตอบไปว่า เหมาะสม เพราะเจี๊ยวผมคือเจี๊ยวพ่อมัน การได้เห็นเจี๊ยวจนชิน เห็นขนหัวหน่าวของพ่อและของแม่จนรู้จักมักคุ้น อยากรู้เรื่องอะไรก็ถาม อยากรู้ว่าทำไมของลูกต่างจากของพ่อก็ตอบ เราสอน ดีกว่าแฟนมันสอนมั้ย และผมเชื่อว่า ผมสอนดีกว่าครูลูกแน่นอน

ดูซะ ดูเสียให้ชิน เรายังคงอาบน้ำด้วยกันและเลิกรากันไปเมื่อลูกเริ่มมีนมใหญ่ขึ้น มันกำลังเข้าสู่วัยสาว สิ่งที่ต้องสงวน ก็ต้องสงวน ผมสอนเธอทั้งคู่แบบนั้น

ผมสอนลูกเรื่อง “สามเหลี่ยมต้องห้าม” สามเหลี่ยมที่มีฐานอยู่ด้านบน นั่นคือ นมทั้งสองเต้า และยอดแหลมอยู่ด้านล่าง นั่นคือ จิ๋ม สามเหลี่ยมที่ต้องสงวน คนที่จะได้เห็น คือลูกและผัวของลูกเท่านั้น (หรือถ้ามันจะมีเมีย ก็เมียวะ) ส่วนพ่อ ค่อยดูเมื่อจำเป็น

ครั้งหนึ่งเมื่อคราวที่ลูกเรียนจบชั้น ม.๓ พวกเพื่อนๆในห้องและครูประจำชั้น ไปเที่ยวหัวหินด้วยกัน มีผู้ปกครองติดตามไปด้วยไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือแม่ของแป้ง แม่เธอส่งข้อความมาให้ผมตลอด ว่าลูกและเพื่อนๆ สนุกดี

“ไม่นอน สงสัยไม่นอนกันทั้งคืนแน่ๆ เล่นกีต้าร์ร้องเพลงเสียงดัง” ข้อความมาจากรถบัส ตอนนั้นก็เกือบตี ๑

ตกกลางคืนของการเที่ยวของเธอ ผมก็ได้รับโทรศัพท์มาจากลูกสาว เสียงสะอื้น

“ชิปหาย ลูกถูกข่มขืนเหรอวะ” ผมรู้สึกร้อนผ่าว แต่เอ๊ะ..แม่มันก็อยู่นี่นา ผมคิดเร็วไปนิด
“พ่อ..แป้งเสียใจมาก แป้งรู้สึกถูกเหยียดหยาม” เธอส่งเสียงมาสะอึกสะอื้น

“ใจเย็นๆ เกิดอะไรขึ้นครับลูก” พ่อมันบอกให้ลูกใจเย็น แต่ใจพ่อมันนี่อยากจะสตาร์ทรถขับออกไปหัวหินเสียเดี๋ยวนั้น ติดอยู่ที่เจ้าจ้านอนกกอยู่ข้างตัว “ก็แป้งถูกพ่อของ..มาว่า ว่าทำไมใส่กางเกงขาสั้น มันไม่เหมาะสม”
ออ พ่อของเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง มาว่าว่าลูกเราแต่งกายไม่เหมาะสม เธอนุ่งขาสั้น

“พ่อเข้าใจมั้ย ว่ามันไม่ใช่ให้ให้..” ลูกยังร้องไม่เสร็จ ไอ้ให้ให้นั้น ไม่ใช่ให้ท่า แต่มันคือเสียงเอ็คโค่จากการสะอื้น “ไม่ใช่ให้ให้” “ครับลูก เล่ามาต่อ พ่อฟังอยู่” ผมเริ่มเย็นลง เป็นอันว่า มันไม่ได้ถูกข่มขืน

“พวกแป้งกำลังเล่นไพ่ ก็เล่นไปกันในห้องพวกผู้ชาย ไม่ได้เล่นกันสองต่อสอง นี่เราอยู่ ม.๓ กันแล้ว บางคนก็กำลังจะจากไปเรียนที่อื่น เราเป็นเพื่อนกันนะพ่อ ไม่ได้คิดเรื่องแบบนั้นเลยเอยเอย..” เธอยังร้องไห้ไม่เสร็จ

แป้งเป็นคนจิตแข็ง ร้องไห้ยากมาก ผมต้องกอดลูกเรื่องร้องไห้ก็ตอน ป.๕ คราวนั้น ครูที่รักของเธอลาออก

ผมกอดลูกครั้งที่ ๒ ตอน ม.๒ ตอนนั้นแป้งติด ร.ไม่เลิก มันบีบคั้นมากจนแป้งร้องไห้ออกมาให้ผมกอดอีกครั้ง คุณครูบางท่านอาจจะจำวีรกรรมของผมในคราวนั้นได้ ติด ร.บ้าอะไรวะ จะให้ติดข้ามปี

นี่เป็นครั้งที่ ๓ ที่ลูกร้องไห้แบบนั้น แต่ผมเข้าไปกอดลูกไม่ได้ แต่นั่นแหละ ผมกลับไม่ได้ร้อนใจตามลูกไปสักเท่าไหร่

“ใจเย็นๆ ครับลูก พ่อเค้าอาจจะเป็นห่วง เค้าห่วงทั้งลูก ทั้งเพื่อนๆ ลูกนั่นแหละครับ” ผมปลอบ

“แต่มันก็ไม่ใช่แบบนั้นนะพ่อ พวกแป้งไม่ได้คิดเรื่องแบบนั้นสักหน่อย”  คราวนี้ไม่มีเสียงแอ็คโค่แล้ว

“ครับลูก พ่อเชื่อเสมอ ลูกไม่บอกพ่อก็ยังเชื่อเสมอ ใครจะคิดยังไงก็ปล่อยให้เขาคิดไป ลูกทำใจให้สบาย ถ้าอยากเล่นไพ่ ก็เล่นกันต่อไป ถ้าเบื่อเสียอารมณ์ก็ไปนอน ไม่ก็ร้องเพลงกันก็ได้ โอเคมั้ย”

“โอเค” เธอดูมีน้ำเสียงสดใสขึ้นบ้าง …

ไม่นาน คราวนี้เป็นเสียงแม่เธอโทรมาบ้าง “พ่อ พ่อของ..มาที่ห้องพวกแม่แหละ” พวกแม่ที่เมียผมบอกมานั้น ก็คือ แม่ของเด็กๆ อีก ๒ คนที่ได้มานั่งคุยอยู่ในห้องเมียผม

“เค้ามาโวยวาย ว่าทำไมพวกแม่ไม่ห้ามลูกสาวตัวเองเรื่องการแต่งกาย” เอาแล้วมึง ว่าลูกกูไม่พอ นี่ลามมาว่าเมียกูอีก

“พ่อฟังดิ” ว่าแล้ว เมียรักก็เปิดให้ผมฟังเสียงลุงคนนั้นแกบ่น แกบ่นว่าแกผิดหวัง แกบ่นว่าแกไม่ชอบแบบนี้ แกบ่นนานไปแล้วมั้ย นี่ห้องเมียกูนี่นา

“แม่จ๋า แม่ช่วยบอกให้แกออกไปทีเหอะ พ่อเริ่มหงุดหงิด” เอ๊า เป็นงั้นไป

“พ่อก็ ใจเย็นๆ ให้เค้าบ่นๆ ไป เดี๋ยวเหนื่อยก็ออกไปเอง” กลายเป็นว่า ผู้เป็นแม่กลับใจเย็นกว่าเสียอีก

“เมื่อกี๊แม่กอดลูกไปแล้ว แม่คุยกับเค้าแล้ว ลูกไม่ได้เป็นอะไรมาก นี่มันก็นั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงกันแล้ว” เธอบอก และผมยังได้ยินเสียงลุงแกบ่นอยู่อีก

“แล้วลูกเค้าล่ะแม่” ผมถามถึงลูกชายลุง

“ก็กลับห้อง” เอ๊า คราวนี้ผมขำไม่ออก เอ็นดูมันนัก 

“แม่จ๋า ปิดโทรศัพท์เหอะ พ่อรำคาญ เปิดเสียงนานกว่านี้ พ่อกับจ้าคงได้ขับรถไปหัวหินกันตั้งแต่ตอนนี้” ผมเย้าเมียเล่น 

ผมตาสว่าง นอนนึก

พื้นฐานของครอบครัวพวกเราช่างต่างกันนัก ผมรู้สึกภูมิใจในตัวลูกสาวมาก และในขณะเดียวกันก็สงสารไอ้หนุ่มน้อยนั่น คงมีคนถามว่า แล้วถ้าผมมีลูกชายล่ะ จะสอนมันยังไง

ก็คงสอนเรื่อง “การรักตัวเอง เข้าใจอารมณ์ตัวเอง ให้เกียรติผู้หญิง และการชักว่าว” เห็นเพื่อนผู้หญิงนุ่งสั้นแล้วใจสั่น เห็นขาอ่อนผู้หญิงแล้วมีอารมณ์หวั่นไหว มีอารมณ์มากนักก็ไปชักว่าว เดี๋ยวก็หายฟุ้งซ่าน

จบนะ ……………….

ผมเดินออกจากหอผู้ป่วยด้วยความรู้สึกสุขใจ เด็กทารกตัวน้อยยังคงร้องไห้เสียงดัง เด็กร้องเสียงดังคนโบราณบอกว่าปอดแข็งแรง

นี่ลูกสาวผมเดินทางมาไกลเท่าไหร่แล้ว ก็ไม่ไกลมากหรอก มันก็แค่เป็นสาว มันก็แค่มีสังคมของตัวเอง มันแค่เป็นตัวของตัวเองมากมาย มันกำลังจะต้องผ่านสนามสอบคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และแน่นอน ผมจะอยู่ข้างๆมันนั่นแหละ

สุขใจนัก ว่าแล้วก็ปลดกางเกง ประคองไข่ออกมาอย่างละมุล ปล่อยฉี่ออกมาอย่างโล่งใจ กลิ่นหอมของดอกอะไรสักอย่างลอยเข้ามาแตะจมูก มันไม่ใช่สายหยุด ไม่ใช่ยี่หุบ ไม่ใช่จำปี มันคือกลิ่นดอกอะไรสักอย่าง ช่างเหอะ ไม่ต้องรู้ก็ได้ หอมจัง ลมพัดเย็นวูบใหญ่ มันคือลมแรงตามฤดูกาลในช่วงหัวปี

แปลก.. ทำไมรู้สึกขาเปียก เชี่ย..ลมพัดแรงเป่าฉี่ย้อนกลับมาถึงขาเลย บ้าจริง ขาเปียก
ลืมไปว่าเยี่ยวอยู่ข้างบ้าน

ธนพันธ์ ชูบุญฉี่หยด ๑๒ มค ๖๒

เรื่องเพศเล็กน้อยของวัยรุ่น โดย รศ.นพ. ธนพันธ์ ชูบุญ
ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/660521

ร่วมติดดาวให้เนื้อหาที่ท่านชื่นชอบ

คลิกที่ดาวเพื่อติดดาวให้เนื้อหานี้

จำนวนดาวเฉลี่ย 4.6 / 5. จากการติดดาวทั้งหมด 14

ยังไม่มีการติดดาวให้กับเนื้อหานี้... เป็นคนแรกติดดาวให้เนื้อหานี้

โฆษณา

ทิ้งคำตอบไว้

ร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน กับ RSATHAI

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่