การศึกษาโดยองค์การอนามัยโลกเป็นการศึกษาแบบ Randomized rontrolled trial เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการใช้ยาในการยุติการตั้งครรภ์ (ยาทำแท้ง) ด้วยการกินยามิฟิพริสโตน 200 มิลลิกรัม จากนั้น 2 ชั่วโมง ตามด้วยยาไมโซโพรสตอลขนาด 400 หรือ 800 ไมโครกรัม ใช้เหน็บซ่องคลอด หรืออมใต้ลิ้น

โดยทำการศึกษาใน 15 คลินิก ในแผนกสูติศาสตร์-นรีเวชกรรมใน 10 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ประชากรที่ศึกษาเป็นหญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 63 วัน หรือ 9 สัปดาห์ ที่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ตามเงื่อนไขกฎหมายของแต่ละประเทศและเกณฑ์ที่กำหนดในการศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 3,005 ราย

ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 90.5 ยุติการตั้งครรภ์สำเร็จหลังใช้ยาไมโซโพรสตอล 400 ไมโครกรัม และร้อยละ 94.2 หลังใช้ยาไมโซโพรสตอล 800 ไมโครกรัม นอกจากนี้พบว่าการใช้ยาไมโซโพรสตอลขนาด 400 ไมโครกรัม มีโอกาสยุติการตั้งครรภ์ไม่ครบ (incomplete abortion) สูงกว่าการใช้ยาไมโซโพรสตอลขนาด 800 ไมโครกรัม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับอาการข้างเคียงพบว่า การใช้ยาไมโซโพรสตอลสอดทางช่องคลอด เกิดอาการข้างเคียงน้อยกว่าการอมใต้ลิ้น (Hertzen von H et al, 2010)

เมื่อวิเคราะห์ผลการศึกษาเฉพาะประเทศไทย ซึ่งทำการศึกษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี ค.ศ. 2008 โดยมีผู้หญิงเข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 188 ราย ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ในกลุ่มสตรีที่ใช้ยาไมโชโพรสตอลอมใต้ลิ้น พบว่า ร้อยละ 91.5 ยุติการตั้งครรภ์ได้สมบูรณ์ด้วยยาไมโชโพรสตอลขนาด 400 ไมโครกรัม และร้อยละ 89.4 ในสตรีที่ใช้ยาไมโซโพรสตอล 800 ไมโครกรัม สำหรับการใช้ยาไมโซโพรสตอล สอดทางช่องคลอด พบว่าร้อยละ 87.2 ยุติการตั้งครรภ์สำเร็จโดยใช้ยาไมโซโพรสตอลขนาด 400 ไมโครกรัม และร้อยละ 97.9 ยุติการตั้งครรภ์สำเร็จในสตรีที่ใช้ยาไมโซโพรสตอล 800 ไมโครกรัม (ไม่ได้ดีพิมพ์, Piaggio, 2009)

ที่มา :
การยุติการตั้งครรภ์ด้วยยาในประเทศไทย สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ร่วมติดดาวให้เนื้อหาที่ท่านชื่นชอบ

คลิกที่ดาวเพื่อติดดาวให้เนื้อหานี้

จำนวนดาวเฉลี่ย / 5. จากการติดดาวทั้งหมด

ทิ้งคำตอบไว้

ร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน กับ RSATHAI

Please enter your comment!
Please enter your name here