ไม่ได้เจตนา ที่จะเลือกทางเดินนี้…

เมื่ออ่านเรื่องราวย่อๆ ของเคสแต่ละวัน ด้วยทัศนคติก็เข้าใจ สงสาร การเดินทางที่ระยะทางเกือบ 3 ชั่วโมงกว่าจะได้เข้ากระบวนการ เช้ามืดเคสก็โทรแจ้งว่าถึงที่หมายแล้วค่ะ รายงานตัวก็ได้แนะนำไปจะต้องทำอะไรอีกครั้ง และเมื่อได้เจอกับเคสก็ทักทายกันธรรมดาของเจ้าของบ้าน

เริ่มเข้ากระบวนการ เคสจะเป็นคิวที่ 2 ก็เดินเข้ามาในห้องส่วนตัว เรายิ้มให้กันผ่านแมส

คำถามแรก มากับใครวันนี้ เคสก็อึ้งไปสักครู่ ตอบว่าน้องชาย ก็ไม่เป็นไรมีญาติมาเป็นเพื่อน แต่น้องได้ผ่านกระบวนการให้การปรึกษาทางเลือกมาอย่างดีมากกับดีกรีพี่พยาบาลคนนี้ไว้วางใจได้ รอบด้านมององค์รวม กาย  จิต สังคม เบื้องหลังและทางที่จะก้าวไปข้างหน้า

เข้าสู่กระบวนการ คิดว่าคงไม่ต้องลงรายละเอียดมาก เพราะกระบวนการเรียบร้อยมาทุกอย่างเพียงแต่มารับลายเซ็นแพทย์คนที่ 1 ทบทวนบริการที่จะไปต่อ คือต้องเดินทางไปยุติการตั้งครรภ์อีกโรงพยาบาลประมาณอีก 30 กิโลเมตร

ก็บอกว่าไม่พร้อมจริงๆ ด้วยสีหน้าและน้ำตาเริ่มซึม อายุ 38 ปี ตั้งครรภ์ที่ 4 มีลูก 3 คน อายุ 14 ,13 และ 7 ปี เป็นลูกของสามีคนแรก แต่ได้ทิ้งไปตั้งแต่ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3 ได้ 2 เดือน เครียดหนักมาก เศรษฐกิจก็ฝืด ไม่มีอาชีพ เข้าออกโรงพยาบาลด้วยความเครียด คิดฆ่าตัวตาย แต่ไปปรึกษาพี่พยาบาลคนเก่งคนที่ไว้วางใจตลอด มีอยู่ 1 ครั้ง ด้วยความเครียด ไม่มีหนทางไป ต้องนอนแอดมิดโรงพยาบาล 20 วัน 

สามีได้ทิ้งไปไม่มีส่วนรับผิดชอบอะไร แต่ก็คงได้รับการเยียวยาทางด้านจิตใจ ร่างกาย เหมือนจะคิดได้ มีทางออก  ตั้งใจจะยืนด้วยลำแข้งลำขาตัวเอง จะไม่อับอายใคร อาชีพที่สามารถทำได้ มีเงินซื้ออาหาร และให้ลูกได้ไปเรียนหนังสือ เมื่ออกจากโรงพยาบาลด้วยความมั่นใจระดับหนึ่งได้รวบรวมความกล้า ความอดทน เดินถือกระสอบเก็บของเก่าตามหมู่บ้านเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงลูกและเก็บไว้คลอดลูกคนที่ 3 และได้รับการเยียวยาการช่วยเหลือจากเพื่อนก็คลอดลูกคนที่ 3 เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว  

ในการตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นสามีคนที่ 2 คาดหวังจะมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นบ้าง แต่เมื่อได้อยู่กินแบบสามีภรรยา ด้วยอาชีพของสามีทำงานรับจ้างและตัวเองขายนมเปรี้ยว สิ่งที่ต้องกระแทกใจแทบทุกวัน คือ สามีติดสุรา การทำร้ายทั้งร่างกาย และด้านจิตใจแทบจะทุกวัน บางครั้งก็ไม่มีเหตุมีผลจับเธอขังห้องน้ำ ดุด่า ไม่สามารถต่อรองอะไรกันได้ กินยาคุมฉุกเฉินบ่อยมาก เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ทั้งที่สามีใหม่บอกว่าเป็นหมัน ท่ามกลางความรุนแรงจะมีลูกผู้หญิงอายุ 7 ปี อยู่ด้วยตลอด สิ่งที่ลูกช่วยได้คือเวลามีปากเสียงกันลูกจะเข้าไปปิดปากแม่ กลัวแม่ถูกทำร้าย และเรื่องราวต่างๆ ญาติพี่น้องไม่ได้รับรู้ ไม่อยากให้ครอบครัวกังวล และภายหลังทราบว่าสามีเคยต้องโทษติดคุก เพราะคดีฆ่าคนตาย และสามีกำลังวางแผนจะเอาลูกอีกคนจากเมียคนเดิมของเค้ามาให้เลี้ยงดู แต่เคสบอกว่ากำลังตัดสินใจ คงไม่ไปต่อกับสามีเมื่อจัดการเรื่องราวเสร็จ

และได้ย้ำว่าหลังจากยุติการตั้งครรภ์แล้ว คุมกำเนิดแบบยาฝัง 3  ปี จะต้องเว้นระยะการมีเพศสัมพันธุ์อย่างน้อย  5  วัน ถึงจะปลอดภัยฮอร์โมนจากยาฝังจึงจะออกฤทธิ์ 

จากการได้อธิบายตั้งแต่ต้นทางที่ละเอียดใส่ใจ เคสได้ใส่เสื้อแขนยาว เพื่อไม่ให้ครอบครัวน้องชายทราบว่ามาทำอะไรที่โรงพยาบาล เพราะในการยุติการตั้งครรภ์เคสคุมกำเนิดด้วยยาฝังตำแหน่งคือท้องแขนซ้ายและใช้ผ้าพันแผลแบบยืดพันไว้จะเห็นได้ชัด และบอกว่าหนูจะไปอาศัยบ้านน้องชายให้ครบ 5 วัน ป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นและจนบัดนี้หนูก็ยังชดใช้หนี้สินเดิมอยู่

เพราะฉะนั้นเพียงภายนอกจงอย่าไปตัดสินใครว่าไม่ดี  ผิด บาป เหตุผลหลากหลาย เบื้องลึกคงไม่มีใครบอกเล่ากันง่ายๆ ไม่มีใครตั้งใจท้องเพื่อมาทำแท้ง  

เรื่องโดย คุณสายใจ  โฆษิตกุลพร  นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ ศูนย์อนามัยที่ 11 นครศรีธรรมราช

ร่วมติดดาวให้เนื้อหาที่ท่านชื่นชอบ

คลิกที่ดาวเพื่อติดดาวให้เนื้อหานี้

จำนวนดาวเฉลี่ย 5 / 5. จากการติดดาวทั้งหมด 6

ยังไม่มีการติดดาวให้กับเนื้อหานี้... เป็นคนแรกติดดาวให้เนื้อหานี้

ทิ้งคำตอบไว้

ร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน กับ RSATHAI

Please enter your comment!
Please enter your name here