ทำแท้งศาสตร์ และนักเรียนแพทย์ปี 5

“ผมถามหน่อยสิ ถ้าหากตอนนี้ เธอเกิดตั้งท้องขึ้นมา เธอจะรู้สึกยังไง”
ผมถามนักเรียนแพทย์สาวสวยคนหนึ่งขณะที่นั่งเรียนอยู่ในห้อง ซึ่งแน่นอน ว่าผมกำลังเป็นคนสอน…..

วันนี้สอนหนังสือวิชา “ทำแท้งศาสตร์” ให้นักเรียนแพทย์ปี ๕ ที่กำลังเรียนอยู่ในกองสูตินรีเวช อันที่จริงก็สอนอยู่ทั้งปีนั่นแหละ แต่กองนี้เป็นกองสุดท้ายแล้ว พวกเขากำลังจะได้ขึ้นเป็นนักเรียนแพทย์ชั้นปีที่ ๖ หรือ extern (ถ้าสอบทุกอย่างผ่าน) การสอนในรอบหน้าก็จะเป็นปี ๕ ที่เพิ่งขึ้นมาจากปี ๔ ใหม่ๆ สดๆ

นักเรียนจะสนุกหรือไม่ ผมไม่แน่ใจนัก แต่คนสอนน่ะ สนุกจริงๆ ผมมักจะเริ่มด้วยการใช้โพล โดยให้พวกเขาทำล่วงหน้า ไม่ก็เล่นกันสดๆ ในห้องเรียนนั้นเลย ถามข้อหนึ่ง ก็วิเคราะห์กรณีศึกษากันทีหนึ่ง

ผมจะให้ความสำคัญต่อวิธีคิดของนักเรียนมากๆ ข้อสังเกตที่สำคัญก็คือ ผ่านมา ๔-๕ ปี ผมรู้สึกว่าวิธีคิดและเจตคติต่อเรื่องทำแท้งของนักเรียนแพทย์เปลี่ยนไปพอสมควร ในกรณีศึกษาต่างๆ ที่ยกขึ้นมาแสดงให้ดูนั้น ความรู้สึกเห็นด้วยในการทำแท้งมีมากขึ้น ด้วยวิธีคิดที่ว่า “มันคือสิทธิของเขา” หรือไม่ก็ “เขาน่าจะอยู่ลำบาก” เป็นต้น

ก็ปรับวิธีการเรียนไปเรื่อยๆ ประสาครูขี้เบื่อ
อย่างวันนี้ ผมลองเปลี่ยนเป็นแกล้งลูกศิษย์ให้เป็นผู้ถูกกระทำดูบ้าง

“ถ้าหากตอนนี้ เธอเกิดท้องขึ้นมา เธอจะรู้สึกยังไง” ผมถามนักเรียนแพทย์หน้าตาดีคนนั้น

“บรรลัยค่ะ”
“ทำไมคิดยังงั้นล่ะ นั่นมันคือการท้องกับแฟนที่เธอรักมากเชียวนะ”

“ก็ยังเรียนอยู่นี่คะ มันจะลำบากมากเลยนะคะอาจารย์”
“จะลำบากอะไรกัน พ่อแม่เธอก็ยังอยู่ทั้งคู่ แข็งแรงด้วย ได้ช่วยเลี้ยงหลานก่อนแม่เรียนจบ”

“ไม่ได้อยู่ดีค่ะ มันไม่พร้อม”
“อายเหรอ”

“ค่ะ มันน่าอายมากนะคะอาจารย์”
“คิดว่าเพื่อนๆมันจะเกลียดเราไหม”

“หนูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ”

“เอาล่ะ พักไว้ก่อน เธอมองไปทางนู้น” ผมชี้ไปยังเพื่อนสาวอีกคนที่นั่งอยู่อีกข้างของห้องเรียน หน้าตาเธอสวยพอๆ กัน

“เอิงก็ท้อง” เอิ่ม..เอิงน่ะ ผมสมมติชื่อเอานะครับ เสียงฮาของเพื่อนๆ ดังขึ้นมา
“เธอคิดว่าเอิงมันอายไหมที่ตั้งท้องในตอนนี้”

“น่าจะอายอยู่เหมือนกันนะคะ”
“แล้วเธอรู้สึกเกลียดเอิงไหม ที่เขาท้อง”
“ไม่เกลียดค่ะ”

“แต่ผมว่า เธอเกลียดมันว่ะ เพราะเอิงมันไปท้องกับแฟนของเธอ” ผ่าม..ล้อเล่น มันก็ต้องเบรคอารมณ์กันบ้างสิน่า ผมกวาดตาดูรอบห้อง ความสนใจในเรื่องราวการสนทนายังมีอยู่อย่างพร้อมเพรียง

“ทำไมเธอไม่เกลียดเอิงล่ะ”
“ก็จะให้หนูเกลียดเขาทำไม เอิงเป็นเพื่อนหนูนี่คะ”

“แล้วเธอจะรักลูกของเอิงไหม”
“รักค่ะ”

“ถ้าเอิงพาลูกมา เธอจะช่วยกันอุ้มช่วยกันเลี้ยงไหม”
คราวนี้เพื่อนๆ ในห้องยิ้มแป้น พยักหน้ารับด้วยกัน สายตาของพวกเขาดูมีความสุข

“มันเยี่ยมมากเลยใช่ไหม ที่ลูกของเอิงเกิดมาแล้วมีเพื่อนๆ ของแม่มารุมกันรัก”
นึกภาพออกไหมครับ เด็กตัวเล็กๆ ที่ถูกรุมกันอุ้ม ช่วยกันเล่น และถูกรักจากเพื่อนๆ ของแม่มันอีกมากมาย

“แล้วไงล่ะ ทำไมเอิงท้องเราจึงไม่รู้สึกเหมือนอย่างที่เรากำลังท้องเองอยู่ตอนนี้”
คราวนี้ผมหยุดเพื่อฟังเสียงหายใจของชั้นเรียน ความเงียบนั้นน่าจะเกิดจากการกำลังคิดและวิเคราะห์ตัวเอง

“แล้วทำไมเวลาเราท้อง เรากลับไม่คิดอย่างที่เราคิดกับเอิง” ผมสังเกตเห็นหลายคนพยักหน้า นั่นสิ ทำไม

“เธอรู้สึกเป็นทุกข์ที่ท้องใช่ไหม” ผมยังถามนักเรียนแพทย์คนเดิม เธอพยักหน้าเบาๆ
“นี่เพราะการท้องตอนนี้มันไม่พร้อม มันจึงทุกข์ แต่ผมว่าเธอทุกข์ไม่มากหรอก เพราะตอนนี้มันคือเรื่องสมมติ แต่ลองนึกดูสิ ว่าคนที่ท้องไม่พร้อมขึ้นมาจริงๆ เขาจะรู้สึกอย่างไร”

ทั้งห้องยังคงเงียบ แต่ผมเชื่อว่า มิติของความคิดน่าจะเปลี่ยนไปบ้าง

“คุณหมอครับ” คราวนี้ผมเดินมาหาลูกศิษย์ผู้ชาย
“ถ้าแฟนคุณหมอท้อง จะพาเขามาทำแท้งกับผมไหม”

“ก็แล้วแต่เค้านะครับ”
“หูย..โคตรเท่” ไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้สึกเช่นนั้น เพราะเพื่อนๆ ในห้องต่างก็ฮาและมีน้ำเสียงประสาชื่นชม

“แมนมากเลยมึง” เสียงใครสักคนตะโกนขึ้นมา
“เอาใหม่ เรื่องแฟนท้องนี่เรารู้กัน ๓ คนนะ มีผม เอ็ง และแฟนเอ็ง พ่อแม่ไม่รู้ เพื่อนๆ ไม่รู้” คราวนี้ทั้งห้องหยุดหัวเราะ

“รู้สึกยังไง ที่ทำแฟนท้อง และเพิ่งรู้เมื่อกี๊ ว่าแฟนท้อง”
“ก็ตกใจมากเหมือนกันครับ”

“แล้วตกใจทำไมล่ะ” คราวนี้ไม่มีคำตอบจากเจ้าตัว เขาแค่ยิ้มๆ
“ถ้าเขาอยากทำแท้ง จะพามาหาผมไหม”
“ครับ” เขาตอบเร็วมาก

“เอาใหม่” ผมยังคงสบตาไอ้หนุ่มมาดแมนคนนั้น
“แต่ถ้าแฟนนายบอกว่า จะไม่ทำแท้ง จะท้องต่อ จะรู้สึกยังไงบ้าง”เพื่อนๆ ในห้องต่างก็ลุ้น

“ก็เครียดสิครับอาจารย์” คราวนี้ เสียงหัวเราะก็ระเบิดขึ้นมาพร้อมกันทั้งห้อง เห็นไหมครับ คนอื่นท้องไม่เป็นไร แต่ถ้าคนท้องคือเรา คือแฟนเรา ทำไมเรากลับมีความรู้สึกที่สวนทางกัน นั่นแหละ ที่เรียกได้ว่า “ความไม่พร้อม” ยังไงครับ

“แล้วเธอล่ะ ถ้าท้องตอนนี้ จะมาให้ผมทำแท้งไหม” ผมกำลังจะสรุปบทเรียน หันมาเห็นเจ้าแก้มแดงมองผมตาแป๋ว
“ไม่ค่ะ หนูจะไม่ทำแท้ง หนูรักลูกของหนูมากค่ะ”

“เอาใหม่ ผมถามเร็วไป เธอมีแฟนรึยัง”
“ยังค่ะ”

“แล้วเคยมีแฟนกับเขาสักคนบ้างหรือยัง ตั้งแต่เรียนหมอมาเนี่ย”
“ก็ยังไม่เคยเหมือนกันค่าาาาาา”

จบข่าวธนพันธ์ ชูบุญแท้งค์
๘ มีค ๖๔

ขอขอบคุณเรื่องจาก ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ
https://facebook.com/thanapan.choobun/posts/3795626877151146

ร่วมติดดาวให้เนื้อหาที่ท่านชื่นชอบ

คลิกที่ดาวเพื่อติดดาวให้เนื้อหานี้

จำนวนดาวเฉลี่ย 4.5 / 5. จากการติดดาวทั้งหมด 8

ยังไม่มีการติดดาวให้กับเนื้อหานี้... เป็นคนแรกติดดาวให้เนื้อหานี้

โฆษณา

ทิ้งคำตอบไว้

ร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน กับ RSATHAI

Please enter your comment!
Please enter your name here