“..ทำแท้งคือการรักษา เป็นหมอก็ต้องรักษาคน..”

“คุณหมอที่อยู่ภาคใต้นั่น ดูเขาภูมิใจเสียนักหนา ว่าเป็นหมอทำแท้ง” มีเสียงกระซิบมาให้แอบได้ยินอย่างนั้น

“ครับ ก็ทำแท้งคือการรักษาคนไงครับ เป็นหมอก็ต้องรักษาคน” ผมตอบกลับไป ทั้งๆ ที่ยังไม่แน่ใจนักว่าคุณหมอที่อยู่ภาคใต้คนนั้นจะใช่ผมในบทสนทนาหรือเปล่า

“เขายังภูมิใจว่าได้เป็นวิทยากร” นั่นไง มันใกล้ผมเข้าไปอีก เพราะไอ้คนที่อยู่ภาคใต้และมักเป็นวิทยากรจะเหลืออยู่สักกี่คน เหมือนเล่นเกมโชว์ทายชื่อดาราทางทีวีเข้าไปทุกที

“ครับ การป้องกันไม่ให้ผู้หญิงที่จะไปทำแท้งจริงๆ ถูกทำแท้งเถื่อนจนเกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิต มันก็น่าจะเป็นหน้าที่ที่สำคัญของหมออีกเช่นเดียวกัน และหนึ่งในนั้นคือการทำแท้งให้อย่างปลอดภัยและป้องกันการท้องใหม่ให้เรียบร้อย” ผมยังจำวงล้อของงานอนามัยการเจริญพันธ์ุที่ครูสอนได้ว่า การแท้งที่ปลอดภัยมันคือหนึ่งในงานของวงล้อนั้น และเรื่องแท้งนี่แหละ ที่ไม่ค่อยมีหมอคนไหนอยากเข้ามาข้องเกี่ยว

“สวัสดีค่ะคุณหมอ”
หนูได้อ่านที่คุณหมอเขียนเกี่ยวกับการทำแท้งนั้น
หนูคือคนหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ทุกวันนี้บาปติดในใจหนูเสมอในทุกวันเวลา

เชื่อผมสิครับ ไม่มีใครมีความสุขใจในการทำแท้งเอาลูกตัวเองออกมาหรอกครับ ทุกคนมักจะมีบาดแผลติดอยู่ในใจไม่มากก็น้อย อย่างเธอคนนี้ เธอกำลังเล่าถึงความรู้สึกในใจให้ผมฟังผ่านตัวอักษรที่มันไปตกอยู่ในกล่องข้อความสแปมอยู่นานเป็นปี…

หนูผ่านอุบัติเหตุนั้นมาสองครั้ง ครั้งแรกเกิดจากยังเป็นเด็กนัก ด้วยวุฒิภาวะไม่พร้อมแล้วผู้ชายก็จะทิ้งไปด้วย และสุดท้ายเขาก็ทิ้งไปจริงๆ หนูมีลูกกับเขามาแล้วสองคนนะคะ และสามีก็ทิ้งตั้งแต่ท้องลูกคนเล็กเช่นกัน นั่นคืออีกเหตุผลที่ทำให้หนูตัดสินใจทำในครั้งแรก

ครั้งที่สองเกิดห่างกัน 6-7 ปี เหตุผลครั้งนี้คือหนูโดนซ้อม ถูกทำร้ายร่างกายทุกวัน เมากลับมาก็ข่มขืนทุบตี ตอนท้องคิดเสมอว่าถ้ายังมีลูกอยู่เขาคงไม่ปล่อยหนู หรือหนูคงหนีไม่พ้น เพราะที่ผ่านมามันสาหัสทั้งทางร่างกายและจิตใจ

และได้โปรดเชื่อผมสิ ว่าความรุนแรงในครอบครัวมันมีอยู่จริง ใครไม่เคยเจอย่อมไม่เข้าใจ การอ่านหนังสือเรื่องคนถูกซ้อม มันก็ยังไม่รู้สึกเจ็บเหมือนคนถูกกระทืบจริงๆ อ่านเรื่องราวถูกข่มขืน ก็ยังไม่รู้สึกเจ็บจิ๋มเหมือนถูกข่มขืนจริงๆ เธอถูกผัวซ้อม ถูกผัวข่มขืน แม้กระทั่งตอนท้องก็ยังถูกกระทำ ………

หนูไม่เคยกล้าเล่าเรื่องนี้กับใคร เพราะหนูคิดว่าทุกคนก็คงมองว่า “เธอมันบาปหนา” ทำร้ายแม้แต่ลูกตัวเอง หนูเชื่อว่าร้อยทั้งร้อยคนจะมองคนที่ทำแท้งเป็นคนไม่ดีเอามากๆ แต่วันนี้หนูได้อ่าน หนูเข้าใจในความรู้สึกของเธอคนนั้นที่ต้องทำ เพราะเธอและหนูมีเหตุการณ์ที่คล้ายกัน

คนนอกอาจไม่เข้าใจเหตุผลและสถานการณ์ของเรา หนูก็เป็นแม่คน หนูไม่ได้อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตของเราเช่นกัน

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สิ่งหนูทำได้คือการสำนึกบาปในทุกๆ วัน หมั่นทำบุญอุทิศส่วนบุญให้เขาในทุกๆ วัน หนูไม่รู้มันจะช่วยอะไรได้มากไหม หนูรู้แค่มันอาจทำให้หนูรู้สึกสบายใจขึ้นบ้างเท่านั้นเอง ส่วนผลของการกระทำมันจะต้องมีอะไรตามมาหนูยอมรับได้หมด

วันนี้ต้องขอบคุณคุณหมอที่เขียนเรื่องนี้มาให้หนูได้มีโอกาสอ่าน ได้มีความรู้สึกว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนที่เขาอาจจะเข้าใจความจำเป็นของคนที่ทำแบบเรา ขอบคุณจริงๆ ค่ะคุณหมอ
…….

เธอจบข้อความด้วยการขอบคุณผม ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลยด้วยซ้ำ อันที่จริง ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ เพราะการที่ได้เล่าเรื่องราวอะไรแบบนี้ออกมาให้คนอื่นได้อ่านได้รับรู้นั้น มันอาจจะช่วยให้เกิดความเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างก็ได้

อย่างน้อยคนอ่านก็จะได้รู้ว่า การทำแท้งล้วนก่อให้เกิดแผลในใจผู้หญิงทั้งนั้น พวกเธอไม่ได้มีความสุขในการไปเอาลูกออก แต่มันคือความจำเป็นที่ชีวิตจะต้องอยู่ให้ได้ต่อไป อย่างน้อยในกรณีของเธอคนนี้คือการอยู่เพื่อลูกที่ยังเหลืออยู่นั่นเอง

เฉกเช่นผม

ผมไม่ได้มีความสุขใจในการทำแท้ง แต่จะสุขใจมากหากเขาได้ไปต่ออย่างปลอดภัย ผมจะสุขใจมาก หากลูกศิษย์ของผมจะได้มีใจที่มีเมตตา กรุณา และมีอุเบกขาในการดูแลผู้หญิงหรือครอบครัวที่มีการตั้งท้องที่ไม่พร้อม พวกเขาทุกข์จริงๆ มิได้แกล้งทุกข์

นานแค่ไหนแล้ว ที่ผมไม่ได้ทำแท้ง
ตอบหน่อยสิ
ธนพันธ์ ชูบุญแท้งค์
๖ มค ๖๔

เรื่องโดย ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ
ชวนไปอ่านคอมเม้นท์ใต้โพสก์นี้กัน : https://bit.ly/2XjgeZ6

ร่วมติดดาวให้เนื้อหาที่ท่านชื่นชอบ

คลิกที่ดาวเพื่อติดดาวให้เนื้อหานี้

จำนวนดาวเฉลี่ย 5 / 5. จากการติดดาวทั้งหมด 10

ยังไม่มีการติดดาวให้กับเนื้อหานี้... เป็นคนแรกติดดาวให้เนื้อหานี้

โฆษณา

ทิ้งคำตอบไว้

ร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน กับ RSATHAI

Please enter your comment!
Please enter your name here